02-245-5145, 061-995-8787, 094-826-9988, 092-679-8885 info@mme.co.th

การปองกันอัคคีภัย

สภาพปญหา

อัคคีภัยหรือภัยที่เกิดจากเพลิงไหม  เปนสาธารณะภัยประเภทหนึ่งที่มีโอกาส เกิดขึ้นไดตลอดเวลาซึ่งกอใหเกิดความเสียหายหรือสูญเสียตอชีวิต  ทรัพยสิน  และเศรษฐกิจ โดยรวมของประเทศ  อัคคีภัยสามารถเผาผลาญทรัพยสินใหวอดวายในชั่วระยะเวลาไมกี่ชั่วโมงและ เปนปญหาสําคัญที่นําความสูญเสียมาให  ซึ่งสาเหตุของการเกิดอัคคีภัยในสวนใหญจะเกิดจาก ความประมาทและไมระมัดระวังในการใชไฟฟา  จุดธูปเทียนบูชาพระ  การประกอบอาหาร     จากแกสหุงตมและการกอไฟ  ซึ่งสถานที่เกิดอัคคีภัยสวนใหญมักจะเปนที่อยูอาศัยและชุมชนที่มี ความหนาแนน  อาคารสูง  โรงงานอุตสาหกรรม  ศูนยการคาและโรงมหรสพ  และชวงที่มีอัคคีภัย เกิดขึ้นบอยครั้ง  คือ  ในชวงฤดูที่มีอากาศรอนและแหงแลง การปองกันอัคคีภัยและระงับอัคคีภัย  จึงมีความสําคัญยิ่งในการชวยลด      ความสูญเสียตอชีวิตและทรัพยสินของประชาชน  ซึ่งภารกิจเกี่ยวกับการปองกันและแกไขปญหา อัคคีภัยเปนความรับผิดชอบของทุกภาคสวนในสังคมที่จะตองรวมมือกันทั้งภาครัฐที่มีหนาที่ กําหนดมาตรการ  ระเบียบ  ขอบังคับ  กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย  กํากับ  ตรวจสอบ  ดูแล การปฏิบัติของภาคเอกชน  และใหการสนับสนุนการปองกันอัคคีภัย  โดยเฉพาะอยางยิ่งภาคประชาชน ที่ควรมีจิตสํานึกและการตระหนักถึงความปลอดภัยในการปองกันและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัย ในบานเรือนและชุมชน  ซึ่งกฎหมายที่ใชบังคับอยูในปจจุบันไดแก  พระราชบัญญัติปองกันและ       ระงับอัคคีภัย  พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยในมาตรา  ๔  แหงพระราชบัญญัติดังกลาวไดกําหนดคํานิยาม ที่สําคัญไวดังนี้ 

“ปองกันอัคคีภัย” หมายความวา  การดําเนินการเพื่อมิใหเกิดเพลิงไหม และ     ใหหมายความรวมถึงการเตรียมการเพื่อรองรับเหตุการณเมื่อเกิดเพลิงไหมดวย 

“ระงับอัคคีภัย” หมายความวา  การดับเพลิงและการลดการสูญเสียชีวิต รางกาย และทรัพยสินอันเนื่องมาจากการเกิดเพลิงไหม 

“สิ่งที่ทําใหเกิดอัคคีภัยไดงาย”  หมายความวา  เชื้อเพลิง สารเคมี หรือวัตถุอื่นใด ไมวาจะมีสถานะเปนของแข็ง  ของเหลวหรือกาซ  ที่อยูในภาวะพรอมจะเกิดการสันดาปจากการ   จุดติดใด ๆ หรือการสันดาปเอง  ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

“ผู้อำนวยการดับเพลิงประจำท้องถิ่น” หมายความว่า ผู้อำนวยการป้องกันภัย
ฝ่ายพลเรือนเขตท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีหน้าที่อำนวยการป้องกันภัย ระงับอัคคีภัยและซ้อมระงับอัคคีภัย
โดยในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ในการป้องกันอัคคีภัย
และระงับอัคคีภัยให้ผู้อำนวยการดับเพลิงประจำท้องถิ่น และเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่
ดังต่อไปนี้
     (๑) จัดให้มีเครื่องดับเพลิง วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และยานพาหนะ สำหรับป้องกันอัคคีภัยและระงับอัคคีภัย
     (๒) จัดให้มีสถานที่สำหรับเก็บรักษาสิ่งของดังกล่าวใน (๑) โดยแยกเป็นหน่วย ตามความจำเป็นเพื่อใช้ป้องกันอัคคีภัยและระงับอัคคีภัยได้ทันท่วงที
     (๓) จัดให้มีอาณัติสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้
     (๔) จัดการบรรเทาทุกข์ และจัดการรักษาความสงบเรียบร้อยเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
     (๕) จัดให้มีการอบรมและดำเนินการฝึกซ้อมป้องกันอัคคีภัยและระงับอัคคีภัย
     (๖) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับหลักสูตรการฝึกอบรม และข้อปฏิบัติของอาสาดับเพลิง
     (๗) แต่งตั้งพนักงานดับเพลิงและอาสาดับเพลิงตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
     (๘) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

สาเหตุของการเกิดอัคคีภัย
๑. เชื้อเพลิง ที่ทำให้เกิดการลุกไหม้มี ๓ สถานะ ได้แก่
– ของแข็ง เช่น ถ่านไม้ ถ่านหิน ไม้ กระดาษ ผ้า
– ของเหลว เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันปรุงอาหาร แอลกอฮอล์
– ก๊าซ เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ก๊าซธรรมชาติ (NGV)
๒. ความร้อน เป็นสิ่งที่ทำให้อุณหภูมิของเชื้อเพลิงสูงขึ้นถึงจุดติดไฟ ทำให้เกิด ปฏิกิริยาสันดาป (ปฏิกิริยาสันดาป คือ การจุดติดของไฟ) เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ซึ่งเชื้อเพลิงแต่ละชนิดย่อมจะมีจุดวาบไฟ (ติดไฟ) ไม่เท่ากัน
๓. ออกซิเจนจะเป็นตัวทำให้เกิดการเผาไหม้ ยิ่งมีออกซิเจนมาก เชื้อเพลิงก็ยิ่งติดไฟได้ดีขึ้น และเชื้อเพลิงบางประเภทมีออกซิเจนในตัวเองอย่างเพียงพอที่จะทำให้ตัวเองลุกไหม้ได้โดยไม่ต้องอาศัยออกซิเจนที่อยู่โดยรอบ
การระงับอัคคีภัย
๑. การกำจัดเชื้อเพลิง
วิธีการปฏิบัติคือ การเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงออกจากกองเพลิง การตัดทางหนุนเนื่องของเชื้อเพลิง การแยกวัสดุติดไฟออกเพื่อสะดวกในการดับ
๒. การกำจัดออกซิเจน
วิธีการปฏิบัติคือ การลดปริมาณของออกซิเจนในอากาศให้น้อยลง เช่น การฉีดน้ำ หรือ สารปกคลุมอื่น ๆ เพื่อไปปกคลุมบริเวณเพลิงไหม้ ทำให้จำนวนออกซิเจนในอากาศมีปริมาณต่ำลง จนไม่เกิดการลุกไหม้
๓. การลดอุณหภูมิ
วิธีการปฏิบัติคือ การลดความร้อนของวัสดุที่ไหม้ไฟให้ต่ำลงจนไม่สามารถที่จะถูกไหม้ต่อไปได้ โดยปกติทั่วไปใช้น้ำเป็นตัวลดอุณหภูมิของวัสดุที่ไหม้ไฟเพราะหาง่ายสะดวก มีค่าใช้จ่ายไม่สูง
๔. การตัดปฏิกิริยาลูกโซ่
วิธีการปฏิบัติคือ ใช้ถังดับเพลิงฉีดเข้าไปที่ต้นเพลิงเพื่อให้ไฟดับ

การเลือกใช้เครื่องดับเพลิง
๑. ไฟประเภท A ได้แก่ เพลิงที่เกิดขึ้นจากวัสดุติดไฟทั่วไป เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติก ฯลฯ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงเหล่านี้ สามารถดับได้ด้วยการให้ความเย็น โดยการใช้น้ำฉีดเป็นฝอยหรือฉีดพุ่งตรงไปยังต้นเพลิงนั้นๆ ไฟประเภท A นี้ เมื่อดับแล้วจะเหลือเถ้าถ่านทิ้งไว้
๒. ไฟประเภท B ได้แก่ เพลิงที่เกิดขึ้นจากของเหลวหรือแก๊ส เช่น น้ำมัน แก๊สต่างๆ จาระบี และสิ่งที่ใช้สำหรับล้างละลายทำความสะอาดต่างๆ ถ้าไม่รุนแรง ใช้ถังน้ำยาเคมีแบบแห้ง รุนแรงใช้โฟมเข้มข้นต่อสายน้ำดับเพลิง
๓. ไฟประเภท C ได้แก่ เพลิงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับอุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า มอเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลงสายไฟ เป็นต้น การดับเพลิงที่เกิดจากเชื้อเพลิงประเภท C ใช้ถังดับเพลิงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถังดับเพลิงผงเคมีแห้ง
๔. ไฟประเภท D ได้แก่ เพลิงที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็นโลหะชนิดไหม้ไฟหรือติดไฟได้ เช่น แมกนีเซียม โปแตสเซียม โซเดียม เป็นต้น การดับเพลิงประเภท D ใช้ทรายแห้ง ผงแกรไฟต์ ก๊าซเฉื่อย เช่น อีเลียม อาร์กอนไนโตรเจน ห้ามใช้น้ำดับโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เกิดการระเบิดได้

 

                                                                                                                                            ขอขอบคุณ เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหัวดชลบุรี